.

เสียงจากขยะ…ปีหน้าเอาใหม่



ผลการประกวดคลิปวิดิโอด้านสาระการเรียนรู้ที่เคยกล่าวไปแล้ว….วันนี้ผลการประกวดออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลปรากฎว่า “เสียงจากขยะ” ที่น้องๆ โรงเรียนบ้านดอนแพงที่ทุ่มแรง อย่างตั้งใจ ตลอดคุณครูที่ปรึกษา ต่างให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ถึงแม้ว่าปีนี้จะคว้าอันดับที่ 20 ในหมวดสาระการเรียนรู้ทำให้พลาดรางวัลผลโหวต 10 อันดับไป ตามติดผลการประกวดอย่างจดจ่อ….

ผลปรากฎว่าปีนี้…เรายังไม่สามารถคว้ารางวัลได้ในปีนี้… ปีหน้าเอาใหม่…..

อย่างน้อย…น้องๆ ก็ทำเต็มที่แล้ว…เป็นกำลังใจให้น้องๆ คิด ค้น และสรรสร้างสื่อการเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ครับ..

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

4 หนุ่มกับการออกแบบรถแห่ง “อสม.ดีเด่น”



คนทำงานส่วนใหญ่มักจะรู้ และเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า “ในการทำงาน…อวัยวะที่เมื่อยล้าที่สุด คือ นิ้วชี้” การทำงานรูปแบบนี้ได้รับการถ่ายทอดมารุ่นสู่รุ่นของคนที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ความกระตือรือร้นไม่ไ้ด้ช่วยอะไรหากยังยืนชี้นิ้วเพียงอย่างเดียว…

จุดวี๊ดของหัวใจเริ่ม…พร้อมๆ กับจินตนาการที่กำลังคิดว่า จะทำอย่างไรให้รถออกมาพอไปวัดไปวา การทำงานเริ่มจากผู้บริหารที่นิ่งรอว่า “เราจะเอายังไง” การพูดเสียงดัง คิดอะไรออกแล้วสั่งๆ ไม่ใช่วิสัยที่ดีนักของผู้บริหาร แต่การนิ่งสงบความเคลื่อนไหวของคนทำงานใช่ไหมคือ เทพ..

โอกาส บทบาท ที่มาพร้อมบทหนัก ของเหล่าสุภาพบุรุษที่สามารถทำงานหนักได้อย่างไม่อิดออด แต่จะมาจุกอกตายเพราะผูกผ้าเสียอย่างนั้น โอกาสมีมากมาย ผู้บริหารแต่ละท่านไม่ต้องการรับบทหนักเพียงลำพัง การแข่งขันทางด้านการตลาดเกิดขึ้นเรื่อยๆ “ช่วยฉันบ้างสิ” เสียงพรึมๆ ของผู้บริหารที่โหมงานหนัก ขาข้างหนึ่งติดโคลนตม ขาอีกข้างติดผู้บริหารที่สูงกว่า แถมบ่าซ้าย-ขวา ยังแบกรับคำปรึกษาสารเพจากคนทำงานอีกต่างหาก



มันถึงคราวที่พระเอกทั้ง 4 ต้องขี่ควายด่อน..เข้าไปช่วยแล้วสิ ไอเดียเกิดขึ้นพร้อมๆ กับ การหาอะไรใกล้มือได้บ้าง…ณ วินาทีนี้ไม่ได้ต้องการความสวยหรู แต่ต้องการสื่อถึงความใส่ใจ ความตั้งใจที่เราพอจะทำได้ ให้สมกับคำสวยหรู ที่ว่า “เชิดชูเกียรติ อสม.ดีเด่น”

สุดพิเศษต้องขอบคุณ สุภาพสตรีร่างใหญ่น้ำใจงามทั้ง 2 ท่าน จาก รพ.สต.หนองเดิ่น…3 หนุ่ม เท้าไฟ…ที่พร้อมสนองตอบไอเดีย ที่ไม่รู้ว่าเข้าใจรึเปล่าแต่ก็ทำๆๆ ไป
ที่ขาดไม่ได้คือ ผู้บริหารใกล้ตัวที่สนับสนุนน้ำมันให้รถยนต์โลดแล่นไปถึงที่หมาย…และเปิดโอกาสให้พวกเราทั้ง 4 ได้ลุยยุทธภพด้วยกัน…

ปล. สามารถชมบรรยากาศการแห่ อสม.ดีเด่น ระดับจังหวัดบึงกาฬ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2555 ได้ตามลิงค์นี้

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

เพราะเราคู่กัน “สุจิตรา & นริศ”



หยิบเรื่องราวแห่งความหวานชื่น…ของผู้ใหญ่ที่ผมเคารพยิ่งท่านหนึ่ง ท่านได้ให้แนวคิดหลายๆ อย่างกับบล็อกเกอร์คนนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ในการประยุกต์ใช้สามารถนำมาใช้ได้หลากหลายสถานการณ์จริงๆ

25 มีนาคม 2555 ณ ลานเอนกประสงค์ โรงเรียนบุ่งคล้านคร จุดหอมกรุ่นในรสรักที่เชื่อเหลือเกินว่าจะบานเบ่งสร้างสีสันให้กับโลกใบนี้ไปอีกนานแสนนาน “เพราะเราคู่กัน สุจิตรา & นิริศ” มีเรื่องราวที่ชวนตื่นเต้น…ให้ได้ขบคิด และอมยิ้มอยู่เนืองๆ

วิกฤตอุทกภัยในเมืองหลวงที่มาพร้อมโอกาส…ของการพบรัก ณ บ้านเกิดของสุภาพสตรีที่สวยที่สุดในงาน สานต่อความพันผูกอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ความจริงใจ ใส่ใจที่มอบให้กลับฝังลึกลงแก่นใจของทั้งสองเข้าอย่างจัง

มติเปิดทางของผองญาติทั้ง 2 ฝ่าย ได้ร่วมถักทอ ส่งต่อความสุข ความสำเร็จที่เพ่่งมองมานานแสนนาน…จะสำเร็จผลในค่ำคืนนี้ใช่หรือไม่ สิ่งที่แตกต่างของทั้ง 2 ท่านที่พอหยิบมาเพื่อติตรองคือ อีกฝ่ายใจเย็น อีกฝ่ายใจร้อน…จุดสมดุลคงเกิดได้ไม่อยากนักหากใช้ความรัก ความเข้าใจซึ่งกันและกันเชื่อมแน่น

รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตาแห่งความปลื้มใจ ของสุภาพบุรุษหลักสี่ สตรีหลักสาม…ในวันนี้ ขอจงฉายแสง ส่องทางสู่ความสำเร็จ ความสุข ความเจริญก้าวหน้าสืบไป…

*** นี่เป็นความรู้สึกจากใจของบล็อกเกอร์อิสระที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อใคร…แต่พร้อมเสมอที่จะรับคำชี้แนะของคนที่เราศรัทธา และเดินตามติดเก็บรายละเอียดความสำเร็จอยู่เป็นระยะ***

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

กราบหลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล หนองบัวลำภู…



หลังจากที่แวะชมพิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี เราไม่พลาดที่จะเดินทางสู่วัดถ้ำกลองเพล เพื่อกราบหลวงปู่ขาว อนาลโย…ต้องบอกว่าวัดแห่งนี้สงบ เงียบ ร่ิมรื่น สดชื่นด้วยแมกไม้นานาพันธุ์จริงๆ ครับ เราตรงดิ่งเข้าไปในอุโบสถเพื่อชม “กลองเพลโบราณที่ตำนานเล่าขาน” และกราบพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่หลายองค์ เล่ากันว่าประกอบด้วย พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปปัญฑรนิมิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่จำหลักลงในก้อนหิน



และด้านหน้ายังเป็นที่ประดิษฐานพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่อีกด้วย หลับจากกราบพระ ณ อุโบสถ วัดถ้ำกลองเพลแห่งนี้แล้ว…ต้องอาศัยรถยนต์เพื่อเดินทางขึ้นเขาภูพานตามแนวถนนที่สภาพดีเยี่ยม แถมยังสะอาด…แต่ขอให้ขับรถช้าๆ นะครับเเพราะถนนคดเคี้ยว และเป็นพุทธสถาน…



ขับรถยนต์ไปเรื่อยๆ เราจะพบกับพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ขาวอยู่ด้านซ้ายมือก่อน ลองไปกราบไหว้ (บรรยากาศ…ออกแนวเงียบๆ ขลังบอกไม่ถูก..) แต่หลังจากได้กราบท่านเรารู้สึกว่า ท่านกำลังยิ้มให้เรา…เหมือนท่านจะบอกเป็นนัยๆ ว่า “ขอความปกติสุขจังบังเกิดกับเราสอง” สาธุ….

หลังจากนั้นต้องใช้รถยนต์อีกตามเคย…วิ่งขึ้นตามแนวถนนไปเรื่อยๆ จะมีแยกให้เลี้ยวซ้า้ยเพื่อเข้าสู่เจดีย์หลวงปู่ขาว วันที่เราไปพอดีมีคณะศึกษาธรรมจากต่างจังหวัดมากราบเจ้าอาวาส และสวดคาถาเยอะแยะมากมาย ใจอยากจะอยู่ร่วมเพราะเป็นโอกาสอันดีเหลือเกิน แต่ก็กลัวจะมืดค่ำระหว่างทางกลับบ้าน…

ได้แต่กราบ..น้อมนำพระธรรมที่หลวงปู่ได้สั่งสม และสั่งสอนไว้ในจิตแห่งใจเราสองตลอดไป…

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

พิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี หนองบัวลำภู…



การสวมร่าง…บีบเค้นความเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาออกมาเพื่อก้าวเดินสู่ถิ่นพิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี ณ จังหวัดหนองบัวลำภู นั้นเป็นอะไรที่เหนียมอายพอสมควร



อย่าน้อยก็ช่วยปกปิดปม…อะไรสักอย่างเมื่อครั้งยังเด็กเมื่อครั้งใจอยากโบยบิน แต่ไม่สามารถทำได้ก็แล้วกัน



บัตรเข้าชมผู้ใหญ่ท่านละ 40 บาท



ถือว่าคุ้มมากๆ กับการได้ชมไดโนเสาร์ตัวเป็นๆๆ (ทำได้เหมือนจริงมาก…เข้าไปตอนแรกเกือบแต๋วแตก…ซิมิ)



เราก็ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ



เด็กๆ เหล่านี้ไม่รู้มาได้ไง…มาทำเนียนใกล้ๆ เพียงเีรียกคำเดียวสั้นๆ เท่านั้นละ…ตรงลิ่งเข้ามาซะล้นเฟรม..



ตามติดมาถึง…สะพานด้านนอกพิพิธภัณฑ์ฯ อีกต่างหาก…โอ้ว



เมื่อไม่มีก้างเล็ก ก้างน้อยขวางคอ เราก็จัดฉากอีกตามเคย…เงอะๆๆๆ



แน่นอนเราไม่พลาดที่จะสักการะบูชา…ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช…รอบศาลฯ หลากล้นไปด้วยฝูงไก่ชน (จำลอง)



ใช้เวลาไม่นานนัก เพราะอากาศร้อนมาก…โชคดีที่มีอะไรที่พอจะคลายความร้อนได้ในระดับหนึ่ง



น้ำแข็งใส…ถ้าจะให้ดีแม่ค้าเปลี่ยนจากน้ำผสมสีใส่น้ำตาล เป็น น้ำเฮลบลูบอยจริงๆ ก็จะดีไม่ใช่น้อย…

เราใช้เวลาสำรวจอย่างรวดเร็ว…ณ พิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี จังหวัดหนองบัวลำภูแห่งนี้ เหมาะสำหรับที่จะพาบุตรหลาน สามี ภรรยา หรือใครก็แล้วแต่ที่ยังไม่เคยมา แวะเวียนสัมผัส มีเรื่องราวมากหลายเกี่ยวกับการค้นพบหอยหิน 150 ล้านปี ไม้กลายเป็นหิน และเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์ สิ่งที่ชอบใจที่สุดคือ ไดโนเสาร์จำลองที่ทำได้คล้ายจริงมากๆ แต่ต้องบอกเด็กๆ ก่อนนะครับว่าไม่ใช่ของจริง จะได้ไม่ไหลไห้ตอนกลางคืน…

รับรองคุ้มค่ากับการเหยียบเบรค ณ จุดนี้อย่างแน่นอน…

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

กีฬาระดับเขต หนองบัวลำภูเจ้าภาพ ปี 55



ถือว่าผ่านไปด้วยความเงียบงัน…สำหรับกีฬาระดับเขตที่ทางเจ้าภาพจังหวัดหนองบัวลำภูได้กำหนดการแ่ข่งขันขึ้นในวันที่ 23 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา…



เนื่องจากเป็นปีแรกที่เราได้มีโอกาสเข้าแข่งขันในระดับเขต ความคาดหวังยิ่งมีมากเป็นธรรมดา



สิ่งที่ทำให้เรารู้คำตอบของการไร้วี่แววการประชาสัมพันธ์ในโพสก่อนๆ มันคือสิ่งนี้นี่เอง…



การกระจุกตัวของเหล่านักกีฬาตามพุ่มไม้ ร่มเงา ณ วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู…นักกีฬาต้องมานั่งเชียร์กันเอง 7-8 คน (กีฬาระดับเขตเป็นอย่างนี้นี่เอง…) แล้วเราจะตั้งใจฝึกซ้อม ฟันฟ่าชัยชนะมาถึงจุดนี้เพื่ออะไร ในเมื่อผู้ชม ผู้เีชียร์ไม่ได้เศษเสี้ยวของกีฬาระดับจังหวัด…

ได้แต่หอบกระเป๋า..ประครองรองเท้าเก่าโซ ถุงเท้าที่เหลือเพียงข้างเดียวกับถิ่นลำเนาอย่างไร้ซึ่งความทรงจำดีๆ…ปีหน้าเจอกันแค่ระดับจังหวัดพอแล้วละ

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

เยือนเชียงคาน…เมื่อครา..เลยคานมานานแล้ว



ไม่รู้ทำไม…สิ่งที่เราให้ความสำคัญในทุกๆ ทิปท่องเที่ยว คือ ที่พักผ่อนหย่อนกาย ต้องได้ตามแนวที่ตั้งไว้ คือ ต้องเป็นบ้านไม้ แยกเป็นสัดส่วน และปลอดภัย…เราใช้เวลาในการตะลอนหาที่พักแบบนี้เกือบชั่วโมงเรียกได้ว่าวิ่งรถตามแนวชายโขง อ.เชียงคานเลยละ



ไม่ใช่ว่าที่พักแต่ละที่ไม่สวยนะครับ…เพียงแต่สวยในแบบของแต่ละคน แต่สำหรับเราแล้วแต่ละที่ที่เราสำรวจลงตัวในบางจุด แต่ก็ขาดในบางส่วน…(ความชอบส่วนตัว)



เวลาผ่านเลยเกือบ 18.00 น. เรายังหาที่พักไม่ได้ โชคดีที่มีศรีภรรยาฉลาดแอบศึกษารายละเอียด โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ช่วยถามไถ่ ว่าว่างรึเปล่า…



ผลสรุปเรานำที่พักที่วิ่งรถดูตลอดแนว แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต จึงได้ตัดสินใจเลือกที่พักที่เข้าตาเราที่สุด นั่นคือ “เฮือนไทยเชียงคาน” นี่แล



เฮือนไทยเชียงคาน มีที่พักขนาดเล็กที่แยกเป็นสัดส่วนเพียง 2 หลัง คิดว่าในช่วงเทศกาล…คงจะมีโอกาสพักได้ยากมาก



ภายในห้องสะอาด น่าอยู่ในระดับหนึ่ง แต่รู้สึกว่าจะมีโต๊ะอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะมากมาย หากติดทีวีบนผนัง เอาโต๊ะที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างจะน่าอยู่ขึ้นอีกแยะเลย เพราะเวลาเราเข้าไปแรกๆ รู้สึกว่าบ้านแคบยังไงไม่รู้ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงกว้างพอสมควร…



เราไปในช่วงที่ไม่หนาว…แอร์มีความสำคัญ



กระจกเปิด – ปิดได้ ต้องลองทดสอบสัก 2-3 ภาพหน่อยสิ…



การถ่ายภาพโดยใช้ขาตั้งกล้องช่วยรู้สึกว่าจะลำบากเหลือเกิน…พยายามล็อคโฟกัสแล้ว แต่ภาพส่วนใหญ่ก็ยังหลุดไปได้…ที่สำคัญเราช้ามากจนตัวเองอารมณ์เสียซะงั้น



อรุณเบิกฟ้า…พานพบกับดอกไม้สีสันสดใส ตรงบริเวณระเบียงหน้าเรือนพัก “มั่งมี”



ข้าวต้มสุดอร่อยหม้อใหญ่…โชยกลิ่นหอมชวนใจให้ตื่นมาเติมกำลังก่อนออกเดินทางต่อไปที่ แก่งคุดคู้…



เช้าที่สดใส…จากการได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ณ เฮือนไทยเชียงคานแห่งนี้ ยังคงอยู่ในความทรงจำที่แสนประทับใจเราสอง…



วกกลับมาที่บรรยากาศของถนนคนเดิน อ.เชียงคาน จ.เลย กันดีกว่า…



สำหรับใครที่ชอบแนวคลาสสิคนิดๆ อินเทรนด์หน่อยๆ ต้องมาที่นี่เลย



ระหว่างทางมีดนตรีเพื่อชีวิตร่วมสร้างสรรค์



ลักษณะสินค้า ของฝาก เสื้อผ้าต่างๆ ถูกออกแบบมาให้แตกต่างกันในแต่ละร้าน แต่ถ้ามองเผินจะมีความคล้ายๆ กัน…



แวะชิมหมูยอ…รู้สึกว่ากระเทียมจะเผ็ดมาก รสชาดอร่อยในแบบคนเชียงคานโดยเฉพาะ…ต้องลิ้ม



มีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายภาพได้ตามสะดวก



โดยเฉพาะเอกลักษณ์ของคนเมืองเลย…



ร้้านหลวงพระบางรู้สึกว่าจะเป็นร้านที่มีชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวเยอะที่สุดในค่ำคืนนั้น



มีจุดให้เราได้ทำบุญด้วยละ เช่น แวะให้อาหารเป็ด อะไรทำนองนี้….



ศิลปะ…แนวเล่นสีสัน ลวดลายตัวอักษรบนเสื้อที่ทำให้เห็นจะๆ



ระบบ ระเบียบ ความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชุมชนถนนคนเดินที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน คือ การถ้อยทีถ้อยอาศัย การขายสินค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการช่วยบอกต่อความสำเร็จของชุมชนของพวกเขาเท่านั้น



ร้านเลยคานมานานแล้ว…รู้สึกว่า สาวๆ จะชุกชุมเป็นพิเศษ



เข้าใจว่าสัญลักษณ์จักรยานน่าจะสื่อความหมายว่า…ถนนคนเดินแห่งนี้สามารถโลดแล่นจับจ่ายได้ตามสะดวก…



แก่งคุดคู้ช่วงสายๆ ก่อนจะเดินทางกลับ เนื่องจากไม่ใช่ช่วงเทศกาลผู้คนจึงไม่เยอะเท่าไหร่นัก ถือเป็นความตั้งใจของเราเพราะถ้าหากคนเยอะโอกาสที่จะใช้ขาตั้งกล้องแทบจะไม่มีเลย ด้วยความเกรงใจนั่นละ



หลากหลายสินค้า เสื้อผ้า ของที่ระลึก ฯลฯ ทุกสิ่งล้วนแล้วสวยๆ งามๆ ทั้งนั้น



เสื้อเชียงคาน..หลากสีสัน



พลาดไม่ได้เลย..กับแนวการถ่ายภาพแบบข้าราชการ (ถ่ายกับป้าย)



เป็นเรื่องธรรมดาของตากล้องที่ออกท่วงท่าไม่เป็นสักเท่าไหร่



ที่ำจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีฝ่าย Acting ส่วนตัว



มันต้องอย่างนี้สิ…



หรือไม่ก็ประมาณนี้…อย่างว่าละจะให้เราคิ๊กขุก็ดูตะหงิดๆๆ



หลักกิโลเมตรตามกระแส…



ถือเป็นโอกาสอันนี้ที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเยอะ เรามีโอกาสถ่ายภาพเยอะมาก แต่พอเอาเข้าจริงเรากลับเหนื่อยเสียเอง…



จุดชมวิวแก่งคุดคู้…



บริเวณรอบๆ แก่งที่กระแสน้ำไหลวนย้อนกลับ ทำให้เกิดซอกหลืบของหิน



เป็นเกาะแก่ง…นอกจากนั้นบริเวณนี้ตะหลิ่งสูงมาก



ทำให้เรามองภาพแก่งได้กว้าง และดูยิ่งใหญ่กว่าปกติ

โดยส่วนตัวชอบที่จะเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล เพราะอย่างน้อยที่สุดเรามีเวลาถ่ายภาพได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าฝีมือจะยังไม่เท่าไหร่ การเดินทางที่สะดวกสบาย ที่พักที่เลือกได้ตามใจ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะไปสัมผัสช่วงเทศกาลเหมือนกันว่า เหมือนหรือแตกต่างกันมากสักปานใด

โพสนี้น่าจะเป็นโพสที่มีภาพมากที่สุดเท่าที่เขียนมา…โดยรวมถือว่ามีความสุข ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เลยครับสำหรับ ณ เีชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย แหล่งนี้…ใครที่ยังไม่แวะเวียนสัมผัสโอกาสที่หาได้ยากในเขตลุ่มแม่น้ำโขง มนต์เสน่ห์แห่งการอนุรักษ์ความเป็นศิลปวัฒนธรรมที่เลอค่า…ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ และสืบทอดสืบไป…

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

เย็นลิ้มจิ้มจุ่ม…สายชิมปลาเผา (หนองบัวลำภู)



ถึงแม้ว่าจะเป็นความบังเอิญ…ที่เราได้มีโอกาสไปร่วมแข่งขันกีฬาระดับเขตครั้งแรกในชีวิตก็ว่าได้ จึงได้เวียนวกเวียนวนอยู่แถวๆ รอบๆ หนองบัวลำภูแห่งนี้…ระหว่างที่ผมกำลังวางขาตั้งกล้องลง สายตาเหลือบมองรอบๆ (เพื่อดูว่าจะมีใครเอาไม้มาตีหัวรึเปล่า…) อันนี้ก็แซวๆๆ เสียงพูดคุย เย้าหยอกของหนุ่มๆ สาวๆ ที่กำลังลิ้มรสแห่งความอร่อยของจิ้มจุ่ม ณ บริเวณหนองบัวลำภูแห่งนี้ ชวนใจให้อยากที่จะมาอิงแอบบรรยากาศแบบนี้ซะเหลือคณา



อีกฟากฝั่ง มีหนุ่มสาว วัยกลางคน ที่ำกำลังร่ายรำผสานการเต้นแอโรบิคให้พอได้แว่วเสียงเพลงปนเป อีกฝั่งมีเด็กๆ วัยรุ่น หนุ่มสาว กำลังเล่่นออกกำลังกายตามแต่ชอบใจ บรรยากาศ ณ จังหวัดหนองบัวลำภูแห่งนี้ไม่วุ่นวาย สงบเงียบ น่ามานั่งเสวนาพาทีท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบายได้ดีนักเชียว



ช่วงเที่ยงวันของวันต่อมา…ผมมีกำลังหนุนเดินทางจากทิศอุดร…มาบรรจบกัน ณ จุดที่โฟกัสของกล้องสาดส่องยามค่ำคืนของเมื่อวาน…



ความหิว ความร้อน ความเหน็ดเหนื่อยที่เราพกติดตัวมา…เมื่อเจอพลังผู้คน ณ จุดนี้แล้ว มันชวนใจให้เราต้องสั่งโน้นนี่ หลายๆ เมนูเพื่อชิมรสว่าปลาเผาที่นี่อร่อยสักปานใด



สมแล้ว…ที่เหล่าปลาว่ายทวนน้ำ เมนูที่เราสั่งถูกนำส่งอย่างรวดเร็ว (แม่ค้าพูดจาลื่นหูมาก…จนแอบคิดว่าเป็นหมอลำเก่า..รึเปล่า)



ส้มตำ…เพื่อนคู่กายที่ไปไหนไม่พากจากกัน…

สายลมพริ้วเบาๆ กับโต๊ะญี่ปุ่น เสื่อผืน ไม่มีหมอน…ชวนกายใจให้เราบรรเทาความร้อน เหนื่อยล้า จากการเดินทางได้เป็นอย่างดี…พออิ่มหนำเราก็เตรียมมุ่งหน้าสู่ “เชียงคาน” ซิมิ

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

รางวัล…ช่วยจูนสู่ความสำเร็จจริงหรือ?



ความผูกพันของรางวัล ค่าตอบแทน ถือเป็นสิ่งจูงใจที่เรียกได้ว่าแนบชิดติดตัวมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก…จำได้ว่า “เคยไปรับจ้างล้างจานประมาณ 3-4 กะละมังใหญ่ๆ เพื่อแลกกับเงินตั้ง 2 บาท” เราไม่ได้ต้องการเงิน 2 บาทเลย แต่เราต้องการปีนสปริง ราคา 2 บาท (ความคิดซับซ้อนเพียงเล็กน้อย..เริ่มแล้ว)

วิถีชีวิตเด็กน้อยคนอีสาน ที่มีที่อาศัยอยู่ 3 ที่หลักๆ คือ บ้าน โรงเรียน และทุ่งนา ยิ่งฤดูกาลแห่งการหว่านผล เก็บผลผลิตแล้วละก็จะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “โชว์วิทยายุทธ..ของพ่อกับแม่เข้าอย่างจัง” ด้วยวิธีการบีบบังคับให้ลูกชาย..ที่ระแวกบ้านเข้าใจว่าขยันหนักหนา ด้วยการเอากระติ๊บข้าว ข้าว อาหารการกินต่างๆ ไปไว้ ณ ทุ่งนาหมด…ทำไงละทีนี้

ความหิวโหย..โซซัดโซเซเข้าแทรกต้องวกเวียนอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ มา แต่พอช่วงเวลาผ่านไปสักระยะ (เมื่อก่อนทำนากว่าจะเสร็จใช้เวลาหลายเดือน) เราก็เริ่มชินว่าเลิกเรียนต้องไปที่ทุ่งนา เพื่อช่วยงานพ่อกับแม่ (เราบอกคุณครูอย่างนั้น…)

ตัวชี้วัดเรื่องผลการเรียนเกิดขึ้นนานแล้ว…ปัจจุบันก็ยังคงตามมาหลอกหลอนให้ละเมอเพ้อพกอยู่ร่ำไป เสียงหวานแว่ว…จากแม่บอกเราว่า “ลูกจ๋า…แม่เชื่อว่าลูกเก่ง แต่ถ้าหากลูกสอบได้อันดับ 1 ของห้อง แม่จะซื้อรองเท้าใหม่ให้” ถึงแม้จะเป็นเรื่องของการปลูกฝัง แต่ก็สามารถวัดผลได้ในช่วงเวลาที่รวดเร็ว และได้ผลดีเสียด้วยสิ

การปัด กวาด เช็ด ถู เวทีแห่งการแข่งขันของผู้ปกครองที่ นำลูกของคนข้างบ้านมาเป็นตัวเปรียบเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามห้วงเวลาของการเล่าเรียนเพียรศึกษา จนกระทั่งถึงจุดแตกหักที่โหมกระหน่ำความเครียดสุดจะทานทนให้ผู้เป็นลูกแบบไม่รู้ตัวในช่วงของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย…ทำไมลูกสอบไม่ได้ละ ลูกก็เรียนเก่งนี่น่า (ชาวบ้านโจษจันกันใหญ่…)

ในแนวคิดส่วนตัวเทคนิคที่เล่าขานมา…สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาหนึ่งที่เรายังไม่รู้เรื่องรู้ราวว่า อะไรถูกผิด มันต้องหาแนวล่อลวง (เห้ย..ไม่ใช่) หลอกล่อเพื่อให้ก้าวไปในทิศทางที่ดี ที่งามบ้าง แต่พอเราเริ่มมองสังคมออกแล้วว่า ฉากเป็นๆ ที่ทาทับด้วยสีสันที่หลากหลายเป็นเฉกใดแล้ว…เราควรบอกตัวเองแล้วละว่า “สิ่งที่เราชอบ และรักที่จะทำคืออะไร” เพราะช่วงเวลานี้ พ่อกับแม่ จะเป็นเพียงคนรุ่นเก่าที่กำลังดันก้นเราอยู่ห่างๆ เท่านั้น พร้อมๆ กับตะโกนบอกลูกว่า “ความสำเร็จอยู่ที่ตัวลูกแล้วละ”

เราคงพอจะตอบได้บ้างแล้วสินะว่า…รางวัลช่วยจูนสู่ความสำเร็จหรือเปล่า…เงอะๆๆๆ ตัวใครตัวมัน…

คุณอาจสนใจเรื่องนี้